คำว่า JDM มาจากคำว่า Japanese Domestic Market หมายถึง รถยนต์และชิ้นส่วนที่ผลิตขึ้นเพื่อจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ซึ่งต้องเป็นไปตามกฎระเบียบและมาตรฐานของประเทศญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัด
ในปัจจุบัน คำว่า JDM ไม่ได้จำกัดความหมายเฉพาะรถที่ขายในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึง
รถญี่ปุ่นที่นำมาแต่งในสไตล์ญี่ปุ่น
รถรุ่นดังในตำนานของญี่ปุ่น
รถที่ใช้อะไหล่แท้หรืออะไหล่แต่งจากญี่ปุ่น
จึงทำให้คำว่า “รถ JDM” กลายเป็นทั้งแนวคิด วัฒนธรรม และสไตล์การแต่งรถไปในตัว
รถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานในญี่ปุ่น มักแบ่งออกเป็น 2 สเปกหลัก คือ
สเปกจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น
สเปกส่งออกไปต่างประเทศ
แม้จะเป็นรถรุ่นเดียวกัน แต่รายละเอียดบางอย่างอาจแตกต่างกัน ทั้งชื่อรุ่น อุปกรณ์ หรือสเปกของตัวรถ ตัวอย่างเช่น Honda Jazz ที่คนไทยคุ้นเคย ในญี่ปุ่นจะใช้ชื่อว่า Honda Fit
ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจให้รถดูพิเศษกว่าตลาดอื่น แต่เป็นเพราะรถที่จำหน่ายในญี่ปุ่นต้องผ่านการตรวจสภาพตามกฎหมายที่เรียกว่า Shaken (車検) ซึ่งเป็นการตรวจสอบที่เข้มงวดทุก ๆ 2 ปี สำหรับรถที่มีอายุเกิน 3 ปี ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องออกแบบและปรับสเปกรถให้มีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานมากเป็นพิเศษ
ด้วยเหตุนี้เอง รถ JDM จึงถูกมองว่ามีคุณภาพ ความทนทาน และรายละเอียดที่เหนือกว่ารถสเปกส่งออกในบางด้าน
ปัจจุบัน แนวคิดของ JDM ได้พัฒนาไปไกลกว่าคำว่า “รถขายในญี่ปุ่น” แต่กลายเป็นวัฒนธรรมยานยนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยจุดเด่นสำคัญของรถ JDM มีอยู่ 3 ประการหลัก ได้แก่
คุณภาพและความน่าเชื่อถือ
รถ JDM ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานการผลิตสูง และความทนทานตามแบบฉบับรถญี่ปุ่น
มูลค่าที่เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา
รถ JDM หลายรุ่นมีแนวโน้มราคาสูงขึ้น เนื่องจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับจำนวนรถและอะไหล่ที่ลดลง
สมรรถนะของเครื่องยนต์
รถ JDM จำนวนมากโดดเด่นด้านพละกำลัง การตอบสนอง และความสามารถในการปรับแต่ง จึงเป็นที่ชื่นชอบของสายซิ่ง สายดริฟต์ และนักขับตัวจริง
รถไฟสาย Watarase Keikoku Railway เป็นหนึ่งในเส้นทางรถไฟที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่น ด้วยเส้นทางยาวกว่า 44 กิโลเมตรที่เชื่อมระหว่าง สถานีคิริว (Kiryu) ในจังหวัดกุนมะ ไปจนถึง สถานีมะตะ (Mato) ในจังหวัดโทชิงิ ขบวนรถไฟจะวิ่งเลียบ หุบเขาวะตะราเสะ ผ่านสะพานเหล็กสูง และลอดอุโมงค์ภูเขา ท่ามกลางป่าไม้ที่เปลี่ยนสีอย่างสวยงาม
เมื่อเข้าสู่ปลายเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ป่าทั้งสองฝั่งจะระบายด้วยสีแดง ส้ม และเหลืองของต้นเมเปิ้ลและกิงโกะ สะท้อนกับสายน้ำสีฟ้าใสของแม่น้ำวะตะราเสะ เป็นบรรยากาศที่ทั้งโรแมนติกและอลังการ
สะพานเหล็กสูงเหนือแม่น้ำวะตะราเสะ
หนึ่งในไฮไลท์ของเส้นทางนี้คือการแล่นผ่านสะพานเหล็กที่ทอดยาวเหนือแม่น้ำ ทิวทัศน์ที่มองเห็นจากหน้าต่างรถไฟทำให้รู้สึกเหมือนลอยอยู่กลางหุบเขา
เส้นทางที่เปลี่ยนสีไปตามฤดูกาล
ในฤดูใบไม้ร่วง คุณจะได้เห็นภาพใบไม้ที่ค่อย ๆ ไล่เฉดสีแดง ส้ม เหลืองตัดกับภูเขาสีเขียวเข้ม สร้างเลเยอร์ของสีสันที่งดงามเหมือนภาพพิมพ์ญี่ปุ่นโบราณ
สถานีรถไฟสไตล์เรโทร
แต่ละสถานีของสายนี้ยังคงกลิ่นอายความคลาสสิกของยุคโชวะ เหมาะสำหรับการเดินเล่น ถ่ายภาพ และซึมซับบรรยากาศแบบชนบทญี่ปุ่นแท้ ๆ
ปลายเดือนตุลาคม – กลางพฤศจิกายน
ช่วงนี้คือจุดพีคของใบไม้เปลี่ยนสีในกุนมะ อากาศเย็นสบาย ประมาณ 10–15°C เหมาะสำหรับการนั่งรถไฟชมวิวและลงแวะเดินเล่นตามสถานีเล็ก ๆ
นั่งรถไฟ Open Car
ขบวนบางเที่ยวมีตู้แบบเปิดโล่ง ทำให้คุณสามารถดื่มด่ำกับลมเย็นและเสียงธรรมชาติระหว่างทาง
ถ่ายรูปสะพานเหล็กชื่อดัง
สะพานหลักบนเส้นทางเป็นจุดถ่ายภาพที่ต้องห้ามพลาด โดยเฉพาะเวลารถไฟแล่นผ่านพร้อมฉากหลังเป็นป่าใบไม้แดง
แช่ออนเซ็นใกล้เส้นทาง
มีออนเซ็นท้องถิ่นหลายแห่ง เช่น Kurohone Onsen ให้คุณลงแวะพักและแช่เท้าหลังจากนั่งรถไฟ
คามะเมชิ (釜めし)
ข้าวอบหม้อดินที่เสิร์ฟพร้อมผักและปลาแม่น้ำรสชาติละมุน เป็นเมนูขึ้นชื่อที่หลายร้านริมสถานีมีให้บริการ
มันหวานย่าง
ช่วงฤดูใบไม้ร่วง มันหวานย่างหอม ๆ เป็นของทานเล่นยอดฮิต เหมาะกับอากาศเย็น
ซุปโทโจรุ
ซุปมิโซะร้อน ๆ ใส่รากบัวและผักตามฤดูกาล ช่วยเพิ่มความอบอุ่นหลังการเดินทาง
สะพานเหล็กสูงกลางหุบเขา
แม่น้ำวะตะราเสะที่คดเคี้ยวท่ามกลางป่าใบไม้เปลี่ยนสี
ตู้รถไฟสีส้มแดงที่ตัดกับวิวธรรมชาติ
สถานีรถไฟไม้เล็ก ๆ พร้อมป้ายชื่อสไตล์โบราณ
จองที่นั่งล่วงหน้า โดยเฉพาะตู้แบบ Panorama หรือ Open Car เพราะเต็มเร็วในฤดูใบไม้ร่วง
พกเสื้อกันหนาวแบบบาง ๆ หรือแจ็คเก็ตลม เนื่องจากอุณหภูมิลดลงเมื่อเข้าใกล้ภูเขา
เผื่อเวลาแวะระหว่างทาง เพราะหลายสถานีมีร้านขายของฝากและวิวสวย ๆ ให้ถ่ายรูป
เพราะมันไม่ใช่แค่การนั่งรถไฟ แต่มันคือการเดินทางที่ผสมผสาน ความงามของธรรมชาติในฤดูใบไม้ร่วง + วิถีชีวิตชนบทญี่ปุ่น + ความคลาสสิกของรถไฟเรโทร ที่คุณหาจากที่ไหนไม่ได้
หากยึดตามความหมายดั้งเดิมของคำว่า JDM (Japanese Domestic Market) จะหมายถึงรถที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะ แต่เมื่อพูดถึง สไตล์การแต่งรถ JDM แนวคิดหลักคือการปรับแต่งรถเวอร์ชันส่งออกให้มีรูปลักษณ์และสเปกใกล้เคียงกับรถที่จำหน่ายในญี่ปุ่นมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอะไหล่ เครื่องยนต์ภายใน ไปจนถึงชิ้นส่วนภายนอกของตัวถัง
ในประเทศไทย การแต่งรถสไตล์ JDM ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากรถที่จำหน่ายในบ้านเรามีสเปกใกล้เคียงกับรถญี่ปุ่นอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีร้านอะไหล่มือสองจากญี่ปุ่นจำนวนมาก ทำให้การหาอะไหล่แท้หรืออะไหล่หายากทำได้ไม่ยากนัก
เสน่ห์สำคัญของการเล่น JDM Car คือความสนุกในการตามหาอะไหล่ เมื่อค่อย ๆ ประกอบรถจนสมบูรณ์ตามสไตล์ที่ต้องการ จะยิ่งเพิ่มคุณค่าทางจิตใจ ซึ่งหลายครั้งมีมูลค่าสูงกว่าราคาตัวรถหรืออะไหล่เสียอีก เพราะกว่าจะได้ครบตามสเปกนั้น ต้องอาศัยทั้งใจรัก เวลา และความอดทนอย่างแท้จริง
สไตล์ที่เน้นความหรูหราและความโดดเด่นเป็นหลัก ตัวรถมักพ่นสีเงางามหรือสีมุก ตัวถังต้องเตี้ยมาก ล้อรถนิยมใช้ล้อโครเมียมขนาดใหญ่ประมาณ 20–22 นิ้ว พร้อมทำองศาล้อให้เอียงเล็กน้อย ห้องโดยสารภายในตกแต่งอย่างอลังการ ตั้งแต่เบาะ พวงมาลัย ไปจนถึงการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพิ่มเติม เช่น ทีวี หรือ ตู้เย็นขนาดเล็ก
สไตล์ที่ให้ความสำคัญกับล้อและองศาล้อเป็นพิเศษ ล้อจะมีหน้ากว้าง แต่ใช้ยางหน้าแคบ ทำให้ดูเหมือนล้อล้นออกมาจากขอบยาง โดยล้อจะต้องไม่ยื่นเกินซุ้มล้อมากนัก ซึ่งสไตล์นี้สามารถแบ่งย่อยออกเป็น 3 แนวหลัก ได้แก่
Hella Flush
ใช้ยางหน้าแคบกับล้อหน้ากว้าง พร้อมโหลดรถให้เตี้ยที่สุด และตั้งองศาล้อเอียงเข้าซุ้ม เป็นสไตล์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
Hella Fail
ลักษณะคล้าย Hella Flush แต่ตั้งองศาล้อเอียงมากกว่า จนดูเหมือนตัวรถแนบไปกับพื้นถนน
Maxi Flush
ใช้ยางหน้ากว้างแทนยางหน้าแคบ ทำให้ล้อยื่นออกนอกตัวถัง ไม่สามารถตั้งองศาล้อเอียงได้ หลายคนมองว่าสไตล์นี้จะใกล้เคียงรถ Drag หรือรถแต่งแนว Retro มากกว่า
PKG JOURNEY มีโปรแกรม ทัวร์ญี่ปุ่น คุณภาพให้เลือกมากที่สุด
สนใจรถเช่าญี่ปุ่น
โทร. 02 676 3303 / 02 003 4883 – 5
ติดตามข่าวสารของเราได้ที่
Line id : @pkgjourney
Facebook page : https://www.facebook.com/pkgjourney/
